แอพบน iPad ที่สถาปนิกต้องมีในการช่วยวาด Grid Perspective

แอพบน iPad ที่สถาปนิกต้องมีในการช่วยวาด Grid Perspective

คุณเป็นนักวาดสาย Landscape หรือเปล่า ในการออกแบบของคุณแต่ละครั้งจำเป็นต้องมีความแม่นยำใช่ไหม คุณใช้เวลาเขียนแบบเป็นส่วนใหญ่ใช่หรือไม่ คุณต้องเขียนแบบร่างเป็นจำนวนมากภายในเวลาที่รวดเร็วใช่ไหม ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาคือสิ่งที่คนที่เรียนเฉพาะทางเกี่ยวกับการวาดรูป สถาปัตย์ หรือแม้แต่คนที่หลงใหลในการวาดรูป ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน ภาพเสมือน รถหรือแม้แต่การวาดรูปต่อกันเป็นเรื่อง การใช้ full CG ในระดับงานที่สูงขึ้น มีความจริงจังมากขึ้น ก็จะเป็นสิ่งที่ต้องเจอมาตลอด 

Grid เส้นแนะแนวการวาดรูป

แต่จะมีปัญหายิบย่อยมากมายมากวนใจพวกเขาไม่ว่าจะเป็น ความซับซ้อนความละเอียดปราณีตของรูป ทำให้ต้องใช้เวลาในการวาดเพิ่มมากขึ้น หรือเเม้เเต่ใช้เวลาในการฝึกมากเท่าไหร่ก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผล หน้าต่างก็ยังเบี้ยว สัดส่วนของตึกก็ยังไม่คงที่ การทำงานในส่วนอื่นก็คงเป็นไปต่อได้ยากเพราะยังวาดฉากหลังไม่เสร็จ หรือเเม้กระทั่งออกเเบบฉากสำหรับตัวเรื่องไม่ได้ เพราะตัวเองก็ต้องสนใจกับตัวละครหลัก คน จุดเด่นของรูป ที่มีปัญหายิบย่อยในตัวเองอยู่เเล้ว เเต่ก็คงปล่อยให้ฉากหลังด้อยคุณภาพจนทำให้ภาพรวมของงานตกลงไม่ได้

ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถถูกบรรเทาลงได้ด้วยฟีเจอร์ต่างๆใน Application ที่เรียกว่า Grid หรือเส้นที่เป็นตารางเพื่อแนะแนวเส้นนำสายตา ฟีเจอร์ในแอพวาดรูปเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยของคุณในการช่วยในการเขียนแบบซึ่งจะทำให้การเขียนแบบแม่นยำขึ้น สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงช่วยให้ทัศนียภาพไม่บิดเบี้ยวและสมดุลขึ้น ซึ่งในบทความนี้ผมจะมาเเนะนำเป็นขั้นเบื้องต้นทั้งหมด 3 Application ด้วยกันในการใช้ Grid Perspective เพื่อออกแบบผลงาน

การวาด Grid ด้วยแอพ Procreate

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจสำหรับ Application Procreate นี้คือ Drawing Guides ซึ่งจะสร้างเส้นสมมุติขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเส้นอ้างอิง โดยการใช้นั้น เราจะสามารถเลือก Assisted Drawing เพื่อให้เส้นที่ถูกวาดขึ้นถูกขึงติดกับเส้นอ้างอิงที่ถูกสร้างขึ้นมาจาก Drawing Guides กลายเป็นเส้นตรง ผลของฟีเจอร์นี้จะทำให้เส้นที่วาดออกมานั้นเป็นเส้นตรงและสามารถกำหนดสัดส่วนของรูปวาดได้แม่นยำมากขึ้น เเต่จะทำให้รูปดูเเข็งเนื่องจากเส้นที่ถูกขึงนั้นจะตรงเหมือนเส้นที่ใช้ไม้บรรทัดตีขึ้นมา

โดยส่วนใหญ่ ผมจะใช้ Procreate ในการเขียนเเบบในขั้นร่าง เพราะสามารถวาดได้รวดเร็วกว่าโดยใช้ 2D Grid ในการกะขนาดของเเบบ รวมถึงเขียนรูปทัศนียภาพ โดยใช้ Perspective Guides ในการอ้างอิง ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถวาง composition ของรูปได้สะดวกมากขึ้น กะสัดส่วนของรูปทรงต่างๆ ง่ายขึ้นครับ

โดยมี Drawing Guides ต่างๆให้เลือกใช้ 4 เเบบ ดังนี้

  • 2D Grid ตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัส
  • Perspective ซึ่งสามารถกำหนดจุด Vanishing Point ได้สูงสุด 3 จุด
  • Isometric ช่องสามเหลี่ยมหน้าจั่วที่ถูกเรียงเป็นตาราง
  • Symmetry สร้างเส้นกระจกเพื่อให้วาดเเล้วเกิดเส้นสะท้อน

โดยทุกรูปเเบบจะสามารถใช้ Assisted Drawing ได้ แต่ส่วนมากการวาดรูปบรรยากาศให้รู้สึกมีชีวิตชีวาไม่จำเป็นต้องการความแม่นยำของขนาดโต๊ะ ความสูงเก้าอี้ การเขียนแบบก็ไม่ต้องการความละเอียดเท่าการเขียน CAD โดยใช้คอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ผมจึงไม่ค่อยเเนะนำให้ใช้ เพราะจะทำให้เราคุมเส้นของตัวเองได้อิสระมากกว่าเส้นทั้งหลายที่ไม่ยอมเข้า Perspective

วาดเส้นนำสายตาด้วย Procreate
วาดเส้นนำสายตาด้วย Procreate

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจของแอพลิเคชั่นนี้ก็คือ การที่เรามีโครงภาพจากเส้น Drawing Guides กับรูป texture หรือรูปด้านของพื้นผิวต่างๆก็จะทำให้เราสามารถสร้างรูป perspective ได้อย่างง่ายเเละรวดเร็ว โดยการเลือกใช้รูป texture ที่วาดขึ้นมา ถ่ายเอง หรือหาจากเว็บ Stock Photos ต่างๆ ก็ได้เช่นกัน โดยในที่นี้ผมใช้รูปจาก freestockphotos.com เเละรูปท้องฟ้าพื้นหลังที่ถ่ายเอง

ฟีเจอร์ Grid ของ Procreate

ซึ่งทำให้เราสามารถขึ้นงานได้รวดเร็วเเละประหยัดเวลาเป็นอย่างมาก เพราะฟีเจอร์distort ทำให้เราสามารถดัดรูปให้เข้า Perspectiveได้ ทำให้สามารถขึ้นงานเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว จากการนำรูปมาเรียวต่อกัน ซึ่งข้อควรระวังก็มีเพียงเเค่ ใช้รูป texture ให้ขนาดสัมพันธ์กับขนาดจริง มิเช่นนั้นหน้าตาของรูปที่ได้ออกมาจะก็จะไม่สมดุล เช่นในรูปด้านบน

Tips – ให้ใช้วิธีต่อกันหลายๆรูป เเทนการยืดที่ทำให้สเกลภาพดูประหลาด  รวมถึงใส่เเสงเงา ใส่เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ลงไป โดยจะใช้วิธีนำรูปด้านมา distort หรือสามารถตัดรูปที่อยู่ใน Perspective ด้านที่ต้องการมา หรือจะวาดเองก็ได้เช่นกัน เเต่การใช้รูปตัดเเปะจะลดเวลาในการทำงานลงได้เป็นอย่างมาก

การวาด Grid ด้วยแอพ Affinity Designer

ปกติพื้นฐานของแอพลิเคชั่นนี้ถูกออกแบบมาสำหรับการสร้างงานพวก LOGO และ Isometric ในรูปแบบของ Vector โดยมีฟีเจอร์ให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ โดยรูปแบบต่างๆ จะถูกสร้างมาเพื่อเอื้อต่อการใช้งานการออกแบบ Vector มากที่สุด อย่างเช่น Dimetric grid ที่กำลังเป็นที่นิยมในการสร้างงาน Infographic

โดย Affinity Designer มี Grid ให้เลือกใช้มากถึง 11 เเบบ ดังนี้

  • Auto
  • Standard
  • Isometric
  • 2:1 Isometric
  • Dimetric
  • Oblique
  • Trimetric Left
  • Trimetric Right
  • Triangular
  • Horizontal Triangular
  • 2:1 Triangular

ซึ่งเเน่นอนว่าฟีเจอร์ประเภท Grid ของ Affinity designer มีให้เลือกปรับใช้มากาย ไม่ว่าจะเป็นขนาด จำนวนช่องที่ถูกแบ่ง ช่องไฟระหว่างช่อง รวมถึงสี ทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการออกแบบงานจำพวก Vector เเต่ไม่มี Grid perspective มารองรับ แต่เราสามารถดัดรูปด้วยวิธีการใช้ node tool เข้ามาร่วมด้วย เช่นเดียวกับ distort ใน Procreate เพื่อสร้างงานที่มีเส้นนำสายตาในรูปเเบบเดียวกันได้

Affinity Designer

โดยฟีเจอร์นี้จะสามารถดัดให้มีเส้นลักษณะโค้งในรูปแบบต่างๆได้ละเอียดมากกว่า สังเกตได้จากเครื่องมือต่างๆ ด้านล่างหน้าจอ ซึ่งจะใช้กับรูปที่มีมุมมองเเบบ fish eye หรือเส้นนำสายตาที่มีความโค้ง หรือปกติก็มักจะใช้กับการวาดรูปเเบบ Vector นั่นเอง

การวาด Grid ด้วยแอพ Shapr3D

Appication นี้ถูกสร้างขึ้นมารองรับการใช้งานทางด้านเขียน CAD และการขึ้นรูป 3D ใช้ทำงานได้หลักๆ สองรูปเเบบ คือเขียนเเบบ 2D เเละขึ้นโมเดล 3D โดยเราสามารถ Import ไฟล์ DWG จาก Autocad มาขึ้น 3D, Project รูปด้านขึ้นมาจากโมเดล 3D, Scan วัตถุด้วยกล้องเพื่อวาดออกมาเป็นรูป 2D (ซึ่งมีเเนวโน้มว่าจะถูกพัฒนาให้เเม่นยำขึ้นอีกเนื่องจาก LiDAR Scanner) หรือสั่งปริ้นต์ 3D ออกมาได้เลยเช่นกัน

Shapr3D แอพออกแบบสถาปัตยกรรมบน iPad

ซึ่งโดยส่วนตัวผมจะใช้ในการขึ้นโมเดลสามมิติในรูปทรงที่เเปลกใหม่ เส้นหวือหวา หรือต้องการความเเม่นยำของสัดส่วน ที่เราไม่ชินในการวาด รวมถึงขึ้นโมเดลสถาปัตยกรรม เเละจัดมุมกล้องให้ได้มุมที่ต้องการ จะทำให้เขียนรูปได้ตามสัดส่วนที่ต้องการ โดยมีฟีเจอร์พิเศษสำหรับผู้ที่ใช้ App Morpholio Trace ที่สามารถดึงมุมกล้องที่เราตั้งค่าไว้ใน Shapr3D มาวาดลงใน Trace ได้เลยโดยไม่ต้อง Import รูปอีกหลายขั้นตอน

สรุปการใช้งาน Grid สำหรับสถาปนิกบน iPad

ทั้ง 3 Application ข้างต้นเป็นทางเลือกใหม่ในการนำมาปรับใช้กับการทำงาน นอกจากจะช่วยทุ่นแรงในการทำงาน ช่วยในการออกเเบบสร้างสรรค์ผลงาน แล้วยังช่วยให้งานมีความสมดุล มีคุณภาพที่มากยิ่งขึ้น และช่วยร่นระยะเวลาในการทำงาน เราจึงควรเลือกใช้ Application ที่มีฟีเจอร์ที่เหมาะสมและตรงสายงานที่จะช่วยสร้างผลงานออกมาได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเเน่นอนว่าฟีเจอร์ของแต่ละ Application ไม่ได้มีแค่ที่ผมนำเสนอมาในวันนี้ ยังมีอีกหลายฟีเจอร์ที่น่าสนใจและเหมาะกับการทำงานในอีกหลากหลายรูปแบบ ซึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจเหล่านั้นรอให้ทุกคนไปค้นหาลองใช้กันดูนะครับ

รีวิวสีน้ำสำหรับมือใหม่ เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับเรา

รีวิวสีน้ำสำหรับมือใหม่ เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับเรา

หลายๆคนชอบการวาดภาพด้วยสีน้ำเป็นงานอดิเรก แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี หรือจะใช้สีน้ำยี่ห้อไหนดี แบบไหนสำหรับมือใหม่ หรือควรเลือกสีอย่างไร คุณภาพของสีควรเป็นแบบไหน วันนี้เราจะพามาดูวิธีการเลือกสีน้ำสำหรับมือใหม่ และ สีน้ำแบบไหนที่เหมาะกับแบบเรากันนะคะ ไปเริ่มกันได้เลย

รีวิวยี่ห้อสีน้ำ

คุณชอบวาดรูปนอกสถานที่ และชอบความสะดวกหรือเปล่า

หลายๆคนคงสงสัยว่ามันเกี่ยวอะไร จริงๆมันมีส่วนนะคะ การซื้อสีน้ำมีทั้งแบบหลอดที่บีบเอง หรือ มีแบบอัดก้อนที่มีหลายสีในถาด ที่เราสามารถซื้อมาทันทีและสามารถพกไปวาดรูปได้เลย จริงๆแล้ว มันต่างกันนิดเดียว คือการบีบสีค่ะ ถ้าเราคิดว่าเราอยากบีบเฉพาะสีที่ชอบ เราก็สามารถเลือกซื้อแค่สีที่ชอบได้ แต่การบีบอาจจะต้องให้เวลาสีในการเซทตัว รวมถึงต้องซื้อถาดแยกด้วยนะคะ แต่ถ้าเป็นแบบอัดก้อน จะมีแทบทุกสีที่ที่เป็นสีมาตรฐานค่ะ ในกรณีแบบนี้ต้องดูว่า เราอยากเน้นสะดวก หรืออยากที่จะเลือกสรรค์รูปแบบสีเอง

สีน้ำแบบหลอด

ข้อดี: เลือกสรรค์สีได้ตามใจชอบ ยี่ห้อที่หลากหลาย สามารถเลือกถาดสีขนาดได้ตามใจชอบรวมถึงวัสดุของถาดด้วยค่ะ

ข้อเสีย: ถ้าเราต้องการสีมาตรฐาน สีแบบอัดก้อนจะคุ้มกว่า เพราะถ้าเราซื้อทุกหลอดราคาอาจจะสูงกว่าแบบอัดก้อน เพราะบางสีเราใช้ไม่บ่อยแต่ซื้อมาทั้งหลอด และต้องซื้อถาดเปล่าแยกอีกด้วยค่ะ

รีวิวสีน้ำแบบอัดก้อน

สีน้ำแบบอัดก้อน

ข้อดี: สะดวกคืออย่างแรกค่ะ เพราะกล่องของสีอัดก้อนจะมีแบบเล็กๆ สำหรับพกพาอีกด้วย และมียี่ห้อให้เลือกหลากหลายเหมือนกับแบบหลอด แต่พอเฉลี่ยแต่ละสีออกมาบางยี่ห้อถูกกว่าแบบหลอดค่ะ ซึ่งข้อดีคือ บางครั้งเราอยากเปลี่ยนสีที่เคยใช้เราสามาถซื้อ แพนสี (ที่ใส่สีแบบเปล่า) มาบีบสีอื่นที่เราอยากใช้ได้ค่ะ

ข้อเสีย: บางสีเราอาจจะแทบไม่ได้ใช้เลยค่ะ เพราะบางทีสีที่ให้มา อาจจะมีความใกล้เคียงกันถ้าเป็นสีีแบบมาตรฐาน ถ้าเวลาซื้อสีอัดก้อน ลองดูหลายๆยี่ห้อเพื่อเปรียบสีในถาด หรือ ซื้อสีเป็นชุด อย่างเช่นข้างบน เป็นสี ชุดพาสเทลค่ะ และเวลาสีหมดบางครั้ง เราหาซื้อสีเติมไม่ได้ หรือ ลืมเลขรหัสของสี ดังนั้นเวลาซื้อสีแบบอัดก้อน ควรถ่ายภาพ ก่อนแกะไว้เพื่อจำเลขรหัสของเบอร์สี จะช่วยให้การซื้อซ้ำไม่พลาดได้ค่ะ

เลือกสีน้ำยี่ห้อไหนดี ให้เหมาะกับงานศิลปะประเภทที่ทำ

หลายๆท่านชอบงานที่เป็นวิวทิวทัศน์ บางท่านชอบวาดงานแนวขนม วาดอาหาร หรือวาดการ์ตูน ก่อนจะเลือกซื้อสีน้ำยี่ห้อไหนนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าเราควรซื้อสีน้ำ เฉดไหนที่เหมาะกับงานของเรา สมมติว่าถ้าเราชอบวาดทิวทัศน์แต่ทั้งถาดเราเป็นสีพาสเทลมันก็คงไม่มีสีที่จะเป็นเขียวที่ชะอุ่มได้เท่ากับสีเขียวสด หรือถ้าชอบวาดขนม สิ่งของน่ารักแต่ในถาดมีแต่แม่สีที่จัดจ้าน ดังนั้นสิ่งนึงที่เราต้องคำนึงถึง เราชอบวาดงานแบบไหนนั่นเองค่ะ

เพิ่งเริ่มต้นวาด เลือกสีน้ำยี่ห้อไหนดี

เป็นคำถามที่หลายๆคนสงสัย จะมีอยู่ยี่ห้อนึงที่หลายคนรู้จักกันดีสีน้ำ Winsor & Newton และสีน้ำ Vangogh เป็นหลักพื้นฐานอยู่แล้วนะคะหาซื้อได้ตามทั่วไป แต่จริงๆแล้วสีน้ำมีหลากหลายยี่ห้อมาก ทั้งโซนยุโรป โซนเอเชีย ทางบ้านเราก็มีทำออกมาด้วยเหมือนกันค่ะ แต่ในเบื้องต้นที่มือใหม่ควรจะมี คือสีพื้นฐาน ของ สองยี่ห้อที่ได้กล่าวถึงไป เพราะด้วยราคาที่ไม่ได้แพงมาก บวกกับคุณภาพที่นักเรียน และนักศึกษาศิลปะส่วนใหญ่ใช้ แต่ถ้าเราอยากลองสีเฉดโทนใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนกับสองยี่ห้อข้างบน เช่น สีน้ำของ Holbein HWC, Kusakabe และ Mungyo สามยี่ห้อนี้จะมีสีพาสเทลและสีที่หลากหลายมากขึ้น และถ้าเรารู้สึกอยากจะอัพเกรดสีขึ้นไปสู่การเป็นศิลปิน ยังมีอีกสามยี่ห้อที่อยากให้ลองได้ใช้ดูนะคะ คือยี่ห้อ Sennelier , Daniel smith และที่ขาดไม่ได้คือ Rembrandt จริงๆแล้วที่พูดมาทั้งหมดทางเราได้ลองใช้ทั้งหมดแล้ว มันต่างกันอย่างไร จะอธิบายให้ฟังค่ะ

สีน้ำราคาแพงและถูก จริงๆแล้วมันอยู่ที่ส่วนผสมนะคะ อย่าง Sennelier จะเป็นสีที่สูตรผสมด้วยน้ำผึ้งซึ่งถ้าเป็นยี่ห้อที่ราคาไม่สูงมาก อาจจะไม่ได้ใช้วัตถุดิบแบบนี้ หลักๆคือส่วนผสมที่ต่าง บางยี่ห้อพอใช้จะรู้สึกถึงความเป็นเม็ดและแป้งมากกว่าค่ะ  สำหรับเราเวลาที่วาดโดยใช้สีน้ำ Winsor & newton สู่ Sennelier มีความต่างไหม มัน “มี” ความต่างค่ะ คือความสดอย่างแรกค่ะ และความรู้สึกที่รับรู้ได้ทั้งผิวสัมผัส การวิ่งของสี เม็ดสี สามารถสัมผัสได้ตอนลงว่าสีที่เราใช้อยู่ต้องเป็นสีที่ดีแน่นอน แต่ไม่ได้เยอะจนรู้สึกว่า ทุกหลอดจะต้องเป็นเกรด Artist นะคะ  เราจะเลือกใช้บางสี สีที่ใช้บ่อยเป็นเกรด Artist แต่สีไหนที่ไม่ได้ใช้ประจำ ใช้เกรดกลางได้ค่ะ (Winsor & Newton และ Vangogh) แต่ถ้าใครอยากจะลองทั้งเซท แบบอัดก้อนก็มีขายนะคะ ราคาจะประหยัดกว่าแบบหลอด แต่ถ้าอยากลองซื้อเพิ่มทีละสี หรือ ค่อยๆซื้อ ควรเริ่มจากสีไหน สีที่เราควรมีหลักๆ คือ “แม่สี” และสีจำเป็นดังนี้

  1. สีน้ำเงิน Prussian Blue (แม่สี)
  2. สีแดง Caddium Red (แม่สี) 
  3. สีเหลือง Caddium Yellow (แม่สี)
  4. สีน้ำตาล Sepia  หรือ Burnt Sienna 
  5. สีเขียว (ต้นไม้) Sap Green 
  6. สีฟ้า (ท้องฟ้า) Cerulean blue
  7. สีเนื้อ (สำหรับวาดการ์ตูน) Naple yellows red ของ Van gogh

ที่เหลือสามารถเลือกซื้อได้ตามใจชอบเลยนะคะ สีข้างบนนั้นคือสีพื้นฐานที่ใช้ในการผสมสีน้ำในเบื้องต้น เพราะพวกเค้าคือแม่สี บางสีที่เพิ่มขึ้นมาเป็นสีสำหรับเผื่อเราต้องการเนื้อสีที่สด วาดท้องฟ้า หรือ อยากได้สีน้ำตาลที่ ไว้สำหรับวาดผม เพื่อความสะดวกมากขึ้นค่ะ แต่พอเราเริ่มมีสี และเราได้ทำงานไปเรื่อยๆ เราจะรู้ว่าเราอยากได้สีไหนเพิ่มหรืออยากลดสีไหน สำหรับมือใหม่ ทดลองใช้สีแบบนี้เพื่อเป็นฐานสู่การพัฒนาต่อยอดได้ค่ะ 

ใช้สีน้ำในการวาดรูป

ตัวช่วยสำหรับมือใหม่ ในการเลือกใช้สีน้ำ

  • ปากกากันน้ำ (สีดำหรือสีน้ำตาล) : ตัวช่วยสำหรับการลงสีน้ำแรกๆ เรามีเทคนิคดีๆมาแนะนำค่ะ ถ้าลองสังเกตภาพข้างบนที่เราวาดจะใช้ปากการ่างเส้นบางๆเพื่อเป็นการ ทำให้งานมีความชัดจน และทำให้เราสามารถควบคุมทิศทางรายละเอียดได้โดยที่บางครั้งตอนที่เราใช้สีน้ำยังไม่คล่องมือ อาจจะทำให้สีนั้นไหลเข้าหากัน การใช้ปากกาจะทำให้ งานของเรามีรายละเอียดได้มากขึ้น สามารถใช้ทั้งก่อนและหลังลงสี แต่ต้องเป็นปากกาที่กันน้ำเท่านั้นนะคะ
  • กระดาษสีน้ำ : หลายๆคนคงคิดว่ากระดาษสีน้ำช่วยอะไร ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะกระดาษสีน้ำที่สามารถรับความชื้นของน้ำ รับความเปียกได้ดี งานของเราก็จะด่างน้อยลง รวมถึงงานที่เราต้องการที่จะทำซ้ำ กระดาษดีๆก็สามารถช่วยให้งานเราไม่เป็นขุยได้อีกด้วยค่ะ
  • ดินสอสีหรือไส้ดินสอสี  :  อันนี้คือเคล็ดลับของเราเลยค่ะ เพราะการใช้สีไม้หรือไส้ดินสอสีจะช่วยทำให้งานของเราดู นุ่มและสะอาดมากขึ้น สมมติว่า เราวาดขนมสีน่ารัก และหวาน เราก็จะใช้ไส้ดินสอสีแดง หรือสีชมพูเพื่อให้เส้น กลืนไปกับสีน้ำ ถ้าเราใช้ 2B มันจะเกิดเส้นเข้มๆ ขึ้นมา ซึ่งถ้าเราร่างไม่ดีอาจจะทำให้งานดูสกปรกได้ค่ะ 
  • เทปกั้นขอบ หรือ น้ำยากั้นสี : สิ่งที่จะช่วยให้ขอบงานเราคมมากขึ้น หรือ เว้นจุดที่ขาวที่สุดได้ดี ถ้าเรายังเป็นมือใหม่ บางครั้งสีไหลและพลาดพลั้งไป สองอย่างนี้ช่วยได้มากค่ะ เราจะกั้นไว้ตั้งแต่เริ่มทำงาน เพื่อให้จุดนั้นไม่โดนสีน้ำ และตรงนั้นจะ ขาวสะอาด จะทำให้งานสีน้ำเราดูสบายตา กว่าการใช้สีขาวแต้มนะคะ
  • ผลงานของศิลปินที่ชอบ  : สิ่งนึงที่จะทำให้เรารู้ว่าเราควรจะเริ่มตรงไหน เราสามารถดูสีจากงานของศิลปินที่เราชอบ เพื่อเป็นแนวทางได้ หรือ เราไม่จำเป็นจะต้องคัดลอกภาพทั้งหมดตามศิลปิน แต่ลองให้พิจรณาถึงเทคนิคของศิลปิน สีที่ศิลปินใช้ การไล่สีของศิลปิน หรือเอกลักษณ์อะไรที่ทำให้เรารู้สึกชอบงานชิ้นนี้ เพราะว่าทุกๆครั้งที่เราดูงาน เราสามารถนำข้อดีของงานชิ้นนั้นมาปรับปรุงและพัฒนางานของเราได้ด้วยค่ะ
วาดรูปด้วยสีน้ำ

ฝึกฝนใช้สีน้ำอย่างสม่ำเสมอ

การที่เราจะเก่งขึ้นได้นั้นสิ่งสำคัญคือการฝึกฝนค่ะ ในช่วงแรก ให้ลองไล่สี น้ำกับสี ควบคุมทิศทาง หรือจะหัดลงแบบแห้งทำทีละชั้นก็ได้ค่ะ จริงๆแล้วไม่มีเทคนิคอะไรที่ถูกผิด แต่มันคือการทดลองที่เราจะต้องทดลองว่าเราชอบเทคนิคแบบไหนในการทำงาน ซึ่งแต่ละเทคนิคจะมีความงามที่ต่างกัน เราสามาถผสมสีน้ำกันได้ด้วยค่ะ แต่สิ่งสำคัญที่จะที่ให้เราถึงจุดนั้นคือเราต้องวาดบ่อยๆเพื่อที่จะได้ตกตะกอนกับเทคนิคและสไตล์ของเรา ถ้าเรารู้สึกว่าวาดเท่าไหร่ก็ยังไม่มีสไตล์ของเรา ให้ทุกคนลองวาดไปเรื่อยๆหลายๆแบบและลองสังเกตว่าตัวเองวาดเทคนิคไหน หรือรูปแบบไหน และผลลัพธ์ออกมาได้ดี และค่อยๆ ติดตามงานศิลปินในแนวนั้นๆ เพื่อที่เราจะได้ เริ่มแนวทางชัดเจนกับงานสีน้ำของเราค่ะ 

หลังจากที่ได้เคล็ดลับสำหรับมือใหม่ไป สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่ในการวาดภาพสีน้ำหลายๆคนคงคิดว่าจะต้องเป็นอุปกรณ์ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยค่ะ อย่างแรกที่ต้องมี คือ ใจ และความรู้สึกที่อยากสนุกกับสีน้ำ โดยไม่ต้องคาดหวังอะไร หลายๆคนพอเวลาวาดสีน้ำ เมื่อไม่เป็นอย่างใจ ก็จะรู้สึกอารมณ์ไม่ดี และรู้สึกว่าเราคงทำไม่ได้จริงๆ อยากให้ทุกคนอย่าคิดแบบนั้นเลยนะคะ ทุกอย่างฝึกฝนกันได้ เราเองก็เคยวาดสีน้ำโดยที่ไม่รู้อะไรมาก่อน ช่วงแรกๆ เราต้องให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ หากตรงไหนผิดพลาด พิจรณาและนำไปปรับปรุงในครั้งต่อไป เราจะพัฒนาขึ้นทุกวันตราบใดที่เรายังไม่หยุดทำนะคะ เพียงแค่เราเข้าใจสีน้ำมากขึ้นการวาดภาพสีน้ำจะไม่ยากอีกต่อไป สนุกและมีความสุขกับสีน้ำนะคะ

รีวิว Apple Pencil ปากกามหัศจรรย์จาก Apple

รีวิว Apple Pencil ปากกามหัศจรรย์จาก Apple

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มี iPad ไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตามที่รองรับการใช้งาน stylus คงจะเกิดคำถามบ่อยๆ ว่า “ฉันต้องซื้อ apple pencil มั้ยเนี่ย” คงไม่แปลกที่จะถามตัวเองก่อนเพราะด้วยราคาที่สูงมาก แต่ก็เห็นคนอื่นซื้อมาใช้งานกัน มันคุ้มจริงหรอ หรือว่ามันก็แค่อุปกรณ์อีกชิ้นนึงของ Apple ที่หายี่ห้ออื่นมาแทนได้ ในวันนี้เราจะพามาดูรีวิวการใช้งาน Apple Pencil จากการใช้งานจริงมาหลายปี อีกทั้งยังเคยลองใช้ยี่ห้ออื่นๆ มาแล้ว ก็จะเปรียบเทียบและสรุปให้ทุกคนได้ดูเลยว่ามันคุ้มจะซื้อจริงหรือเปล่า

รูปภาพจากเว็บไซต์ Apple

เจ้าปากกามหัศจรรย์จาก Apple นั้นต้องบอกก่อนว่ามีราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ ในตลาดซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000-2,000 บาทเท่านั้น แต่ Apple Pencil นั้นมีราคาอยู่ที่ 3,400 บาทสำหรับรุ่นที่ 1 และราคา 4,490 บาทสำหรับรุ่นที่ 2

ความแตกต่างระหว่าง Apple Pencil รุ่นที่ 1 และ 2

ในปี 2020 นี้เรามีตัวเลือกของปากกามหัศจรรย์ถึง 2 รุ่น แต่ไม่ได้แปลว่าสามารถเลือกรุ่นใดมาใช้งานก็ได้ เพราะว่า Apple ได้ทำให้พวกเราหงุดหงิดเล็กน้อยจากการที่ต้องเลือกปากกาให้ใช้งานตรงกับรุ่น iPad ที่เรามี แปลว่าอะไร? แปลว่าปากกาแต่ละรุ่นออกแบบมาให้ใช้งานกับ iPad คนละรุ่นกันน่ะสิ สำหรับปากกาแต่ละรุ่นนั้นใช้งานกับ iPad ตัวไหนบ้างขอสรุปให้ตามนี้เลย

สำหรับ Apple Pencil รุ่นที่ 1

  • iPad Air รุ่นที่ 3
  • iPad mini รุ่นที่ 5
  • iPad รุ่นที่ 6 และ 7
  • iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 2)
  • iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 1)
  • iPad Pro รุ่น 10.5 นิ้ว
  • iPad Pro รุ่น 9.7 นิ้ว

สำหรับ Apple Pencil รุ่นที่ 2

  • iPad Pro 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 3)
  • iPad Pro รุ่น 11 นิ้ว

ตอนไปซื้อปากกาก็ซื้อตามรุ่นที่เค้ารองรับละ เพราะว่ารุ่นที่ 2 นั้นใช้งานได้เฉพาะ iPad Pro รุ่นใหม่ที่เป็นสี่เหลี่ยมๆ ตรงขอบเท่านั้น เพื่อให้ตัวปากกาสามารถชาร์จผ่านแม่เหล็กที่ยึดเข้าหากันได้ ซึ่งไม่มีหัวเสียบชาร์จเหมือนของรุ่นที่ 1 จะเสียบเข้าหัวชาร์จของ iPad รุ่นน้องหรือรุ่นก่อนหน้านี้ได้

รีวิว Apple Pencil สำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป

สำหรับการใช้งานทั่วๆ ไปนั้นเช่นการเขียน หรือผู้ใช้งานที่เน้นการพิมพ์ เล่นเกม ดูหนังฟังเพลง มากกว่าการใช้ปากกาเป็นส่วนใหญ่ การซื้อ Apple Pencil อาจจะไม่ได้จำเป็นมากนัก หากต้องการจะใช้งานการวาดบนรูปภาพเพื่อแก้ไขงาน หรือบรีฟงานให้เพื่อนร่วมทีม ก็อาจจะใช้แค่นิ้วมือก็ได้

การใช้งาน apple pencil บน iPad
รูปภาพจากเว็บไซต์ Apple

รีวิว Apple Pencil สำหรับการวาดรูป หรืองานที่ต้องการความแม่นยำ

มีผู้ใช้งาน iPad จำนวนไม่น้อยเลยที่ใช้งานในการวาดรูป หรืองานประเภทที่ต้องการความแม่นยำ เช่นตัดต่อวีดีโอ ซึ่งแน่นอนว่านิ้วมือของเรามันควบคุมสู้ปากกาเหล่านี้ไม่ได้อยู่แล้ว แล้วจำเป็นมั้ยที่จะต้องใช้ Apple Pencil ใช้ยี่ห้ออื่นได้รึเปล่า ต้องบอกเลยว่าหลังจากที่ใช้งานมาหลายปี ยังไม่มีปากกา stylus ยี่ห้อไหนในโลกที่สู้ความแม่นยำ และความลื่นไหลในการใช้งานได้เทียบเท่ากับ Apple Pencil เลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่ 1 หรือรุ่นที่ 2

สรุป

เจ้าปากกามหัศจรรย์ Apple Pencil นั้นโดยรวมถือว่าน่าใช้ไม่น้อย ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้งานระดับไหน ก็สามารถหลงรักความลื่นไหลของเจ้าปากกาตัวนี้ได้ แต่ก็ต้องคำนึงถึงการใช้งาน iPad ของคุณเป็นหลักด้วยว่า ได้ใช้งานปากกาบ่อยขนาดนั้นมั้ย ถ้าหากคุณใช้งานพิมพ์ เล่นเกม ดูหนังฟังเพลงเป็นหลัก ก็อาจจะไม่ได้จำเป็นจะต้องซื้อมาใช้งาน หรืออาจจะเลือกยี่ห้อที่ถูกลงมาหน่อยก็ได้หากคุณคิดว่าปากกาสำหรับ iPad นั้นมีติดตัวไว้ก็ดี เผื่อได้ใช้งานในยามจำเป็น แต่สำหรับผู้ที่ชอบวาดรูป หรือขีดเขียนอะไรเป็นปกติอยู่แล้วนั้น แน่นอนว่าปากกายี่ห้ออื่นไม่สามารถสู้คุณสมบัติและความลื่นไหลของปากกาจาก Apple ได้เลยจริงๆ เหมือนเค้าสร้างมาคู่กัน แต่ก็ต้องบอกว่าถ้าชอบใช้งานประเภทนี้ มันก็ค่อนข้างจะคุ้มค่านะ เพราะในราคานั้น เราจะได้หัวปากกามาเปลี่ยนด้วย ใช้งานไปได้อีกหลายปี

ก็ลองดูความต้องการใช้งานของตัวคุณเองว่าคุ้มมั้ยที่จะเสียเงินประมาณ 4 พันบาทเพื่อซื้อปากกาตัวนี้มาใช้ ส่วนตัวผมเองแล้วมันคุ้มค่ามากๆ และคงตื่นเต้นทุกครั้งที่มีรุ่นใหม่ออกมา เพราะเราใช้งานมันได้อย่างคุ้มค่าเลย

รวม 6 แอพลิเคชั่นวาดรูปบน iPad ที่ดีที่สุดปี 2020

รวม 6 แอพลิเคชั่นวาดรูปบน iPad ที่ดีที่สุดปี 2020

แอพลิเคชั่นสำหรับวาดรูปบน iPad นั้นมีเยอะมากในปี 2020 แต่ตัวไหนจะดีที่สุด พร้อมสรุปข้อดี ข้อเสีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฟีเจอร์ ราคา ความนิยม หรือความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน

ในวันนี้เราจะมารวบรวมแอพลิเคชั่นที่นักวาดรูปทุกระดับเลือกใช้เมื่อต้องวาดรูปบน iPad สำหรับปี 2020 ซึ่งเราก็จะมีเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เมื่อได้ใช้งานไปแล้วจริงๆ โดยที่วันนี้จะมีรายชื่อแอพลิเคชั่นที่จะรวบรวมและสรุปข้อดีข้อเสียมาให้ดังนี้

  • Adobe Fresco
  • Procreate
  • MediBang Paint for iPad
  • Autodesk Sketch for iPad
  • Clip Studio Paint for iPad
  • ibis Paint X

แอพลิเคชั่น Adobe Fresco

Adobe Fresco แอพลิเคชั่นวาดรูปบน iPad

เมื่อปี 2018 บริษัท Adobe แม่ยักษ์ใหญ่เจ้าของ Photoshop และ Illustrator ได้ประกาศว่าจะทำแอพลิเคชั่นสำหรับนักวาดรูปลง iPad ในโปรเจคที่ชื่อ Gemini ต่อมาในปี 2019 ที่ผ่านมา ทาง Adobe ก็ได้ประกาศลง Adobe Fresco ซึ่งเป็นชื่อใหม่ตอนเปิดตัวลงสู่ iPad อย่างสมบูรณ์เพื่อประสบการณ์การใช้งานสำหรับนักวาดรูปดิจิทัล ระดับมือโปร ที่ต้องการความลื่นไหลในการใช้งาน การลงสีโดยช่วยวิเคราะห์และจำลองเสมือนสีน้ำ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Fresco แต่การจะใช้ฟีเจอร์ของแอพอย่างเต็มที่จำเป็นต้องจ่ายค่ารายเดือนประมาณ 300-400 บาท เพื่อใช้งาน Creative Cloud คู่กับซอฟท์แวร์ในเครือ

คุณสมบัติเด่นของเจ้า Adobe Fresco คือความลื่นไหลของ tools ต่างๆ ที่ทำมาเพื่อนักวาดรูประดับโปรบน iPad อีกทั้งยังมีระบบ live brushes ซึ่งมีระบบการคำนวณการไหลของหมึกลงบนพื้นผิวของกระดาษที่แตกต่างกัน ทำให้งานที่ออกมาเหมือนวาดลงบนกระดาษจริงๆ นอกเหนือจากนี้บรัชที่เป็นจุดเด่นของแอพก็ได้แก่ บรัชหมึก บรัชชอร์ค และบรัชตัดเส้นการ์ตูน หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถกดดูได้ที่รีวิว Adobe Fresco ที่นี่

แอพลิเคชั่น Procreate

Procreate (โปรครีเอท) ปัจจบันกลายเป็นแอพลิเคชั่นสำหรับนักวาดรูปอันดับ 1 บน iPad จุดเด่นของแอพคือการออกแบบ User Interface (UI) ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนเหมือนแอพที่มีเมนูเยอะๆ ไม่ว่าจะการปรับขนาดบรัช ความเข้ม ปรับสี ดูดสี สร้างเลเยอร์ใหม่ ลบ ตัด สามารถทำได้เพียง 1-2 คลิกเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้งานไม่เสียเวลาขณะวาดรูปหรือลงสี

นอกจากหัวบรัชที่มาพร้อมกับ Procreate มากถึง 130 หัว ยังมีคอมมูนิตี้ที่แชร์หัวบรัชที่ใช้ในการวาดรูป พาเลทที่ใช้ในการลงสี แบ่งปันโดยศิลปินดิจิทัลทั่วโลกที่ใช้งานบน iPad ผู้ใช้ทั่วไปอย่างเราสามารถดาวน์โหลดและอิมพอร์ทเข้าไปในตัวแอพ Procreate ได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ผู้ที่สนใจจะใช้งาน Procreate จะต้องซื้อในราคา 349 บาทบน App Store ซึ่งจ่ายเพียงครั้งเดียวจบ ไม่มีค่ารายเดือน หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่รีวิว Procreate

แอพลิเคชั่น MediBang Paint for iPad

หากใครเคยวาดรูปบนคอมพิวเตอร์มาก่อน คงต้องรู้จักกับ MediBang Paint หนึ่งในซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการวาดการ์ตูนแนวอนิเมะ และมีนัดวาดการ์ตูนญี่ปุ่นหลายคนที่ใช้เพื่อสร้างสรรผลงานเป็นหนังสือการ์ตูนที่เราได้เคยอ่านกันมาบ้าง ตัวแอพนั้นใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก มีลักษณะการใช้งานคล้าย Adobe Photoshop เพียงแต่ซับซ้อนน้อยกว่ามาก มีระบบเลเยอร์ และระบบปรับหัวบรัช ที่สำคัญเลยเป็นแอพลิเคชั่นวาดรูปที่ฟรี! ถึงแม้การใช้งานจะไม่ได้ลื่นไหลมากแต่ก็จัดว่าเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่อยากลองวาดรูปบน iPad เลย หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่รีวิว MediBang Paint for iPad

แอพลิเคชั่น Autodesk SketchBook

Sketckbook คือแอพลิเคชั่นสเก็ตช์ วาดรูปและออกแบบงานจากยักษ์ใหญ่ในวงการออกแบบ Autodesk เป็นอีกแอพที่ได้รับความนิยมสูงมากเนื่องจากฟรี! และเป็นที่ยอมรับสำหรับนักวาดรูปดิจิทัลทั่วโลก

ตัวแอพ Sketchbook มีเครื่องมือมากมายเช่น ดินสอร่าง ปากกาตัดเส้น มาร์คเกอร์ แอร์บรัช ซึ่งใช้งานได้ง่ายๆ ผ่าน User Interface (UI) ที่ไม่ยุ่งยาก สามารถเลือกเครื่องมือที่ใช้งานบ่อยๆ มาแปะบนหน้าจอให้เลือกกดได้รวดเร็ว นอกจากนี้การทำงานนั้นมีความยืดหยุ่นและลื่นไหล อีกทั้งตัวแอพยังมีการใช้งานคู่กับ Dropbox ได้ สามารถอิมพอร์ทและเอ็กซ์พอร์ทไฟล์ Adobe Protoshop (PSD format) เพื่อทำงานคู่กับซอฟท์แวร์บนคอมพิวเตอร์ได้ง่ายๆ นับว่าเป็นแอพวาดรูปฟรีที่ดีและใช้งานง่ายมากๆ หากผู้ใช้งานคนไหนสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูรีวิว Sketchbook ได้ที่นี่

แอพลิเคชั่น Clip Studio Paint for iPad

หนึ่งในสุดยอดซอฟท์แวร์วาดรูปบนคอมพิวเตอร์ที่นัดวาดทุกคนต้องเคยใช้ก็คือ Clip Studio Paint ตอนนี้สามารถใช้งานได้แล้วบน iPad แอพตัวนี้คือสุดยอดแห่งนักวาดมังงะ (manga) และการ์ตูนญี่ปุ่น เนื่องด้วยฟีเจอร์หลักๆ ที่ช่วยให้การวาดการ์ตูนแบบช่องๆ เป็นเรื่องที่ง่าย ผู้ใช้งานจะสัมผัสได้ถึงการวาดแบบดั้งเดิมเหมือนวาดการ์ตูนบนกระดาษสมัยเด็กๆ ทำให้เจ้า Clip Studio Paint for iPad เป็นแอพที่ดีสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานการ์ตูน หรือสเก็ตช์งานในทุกระดับ

แอพลิเคชั่น Clip Studio Paint for iPad นั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือมากมายเช่น ดินสอ บรัช มาร์คเกอร์ แอร์บรัช ปากกาตัดเส้น และคาลลิกราฟฟี่ (calligraphy) หรือหัวบรัชที่ใช้ในการเขียนข้อความแนวอาร์ท นอกจากนี้ตัวแอพยังถูกพัฒนามาเพื่อ Apple Pencil อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับการกดของปากกาลงบนหน้าจอนั้นถือว่าละเอียดมาก (pressure-sensitive dynamics) ทำให้เวลาตัดเส้นจะคมและแม่นยำมากๆ แต่ทั้งนี้ผู้ที่สนใจใช้งานแอพจะต้องชำระเงินเดือนละประมาณ 250-300 บาท แต่มีข้อเสนอให้ใช้งานได้ฟรีถึง 6 เดือนในช่วงแรก หากใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูรีวิว Clip Studio Paint for iPad ได้ที่นี่

แอพลิเคชั่น ibis Paint X

asdasdasd

รีวิว Procreate แอพลิเคชั่นสำหรับวาดรูปบน iPad

รีวิว Procreate แอพลิเคชั่นสำหรับวาดรูปบน iPad

Procreate (โปรครีเอท) คือแอพลิเคชั่นที่ใช้ในการวาดรูปบนอุปกรณ์ของ Apple ไม่ว่าจะเป็น iPad และ iPhone โดย Procreate ราคา 349 บาทซื้อผ่าน App Store จ่ายเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้ตลอดชีวิต อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยในการวาดรูปได้ครบเครื่อง ใช้งานง่าย ทำให้ Procreate กลายเป็นแอพลิเคชั่นวาดรูปแบบดิจิทัล (Digital Painting) อันดับหนึ่งสำหรับอุปกรณ์ Apple ในปัจจุบันนี้

Procreate วาดรูปบน iPad

ครองตลาดนักวาดบน iPad มาหลายปี ไม่มีใครโค่นได้

จากประสบการณ์ที่ใช้งาน Procreate จริงมาตั้งแต่ปี 2016 ทีมงานผู้พัฒนาเค้ามีความตั้งใจมาโดยตลอด มีการอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ และปรับปรุงตลอดเวลา ทำให้แอพลิเคชั่นตัวนี้เป็นอันดับหนึ่งในหมวดหมู่ของแอพวาดรูปบน iPad ถึงแม้ว่าจะมีเจ้ายักษ์ใหญ่จาก desktop มาเล่นตลาดนี้อย่างนี้ Adobe ที่ส่ง Photoshop Sketch และ Fresco แอพลิเคชั่นวาดรูปบน iPad ตัวล่าสุด (ปี 2019) นอกจากนี้ยังมี Autodesk Stechbook, Medibang Paint และ Clip Studio Paint เจ้าดังของนัดวาดรูปบนคอมพิวเตอร์ทั้งหลายก็ขอทำเวอร์ชั่น iPad กับเค้าเช่นกัน ก็ยังไม่สามารถจะโค่นยอดดาวน์โหลดของ Procreate ได้

รีวิวการวาดรูปด้วย Procreate

การวาดรูปบน iPad แน่นอนว่าต้องมี stylus หรือปากกาที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานบนหน้าจอ ผมชินกับการใช้ Apple Pencil มาโดยตลอด เพราะชอบวาดรูปบน iPad และจริงจัง จึงเลือกอุปกรณ์ที่คิดว่าดีที่สุดมาใช้งาน ถึงแม้ว่า Procreate จะมีข้อดีที่ชัดเจนมากมาย แต่ก็ยังแอบมีข้อเสียเล็กน้อยอยู่บ้าง

ฟีเจอร์ของตัวแอพเองทำมาเพื่อนักวาดทุกระดับ ไม่ว่าจะวาดเล่นๆ หรือวาดงานจริงจังเป็นอาชีพ เนื่องจาก UI ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ไม่เพียงแต่ตัวปากกาเท่านั้นที่ใช้ในการวาด แต่ยังสามารถใช้คำสั่งจากนิ้วปัดไปปัดมาเพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงานได้เช่น สร้างเลเยอร์ใหม่ เปลี่ยนเป็นยางลบ ดูดสีจากพื้นที่รอบๆ และอื่นๆ อีกมากมาย

Procreate ฟีเจอร์การใช้งาน

ข้อดีของแอพ Procreate

  • มีฟีเจอร์ช่วยวาดรูปครบเครื่อง
  • นักพัฒนาอัพเดท ปรับปรุงตลอดเวลา
  • หน้าตา UX/UI ใช้งานง่ายมาก
  • ระบบบรัช (brush) สามารถปรับแต่งเองได้ หรือนำของคนอื่นมาใช้ก็ได้
  • มีคอมมูนิตี้ที่แชร์ผลงาน บรัช เลย์เอาท์ พาเลทสี สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรีๆ
  • มีคลิปสอนการใช้งานมากมาย

ข้อเสียของแอพ Procreate

  • ไม่สามารถใช้งานสลับบนคอมพิวเตอร์ได้เหมือนแอพลิเคชั่นของค่าย Adobe
  • ไม่สามารถใช้งานระดับโปร เช่นการรีทัช (retouch) ได้เหมือนซอฟท์แวร์บนคอมพิวเตอร์
  • หากเปลี่ยนเครื่อง จะต้องทำการเก็บไฟล์และนำมาลงเครื่องใหม่เอง (ยังไม่มีระบบ backup)

สรุป

โดยสรุปแล้ว แอพลิเคชั่น Procreate คือแอพวาดรูปบน iPad หรืองานออกแบบประเภท drawing และ painting ที่ดีที่สุดในตลาด ณ ตอนนี้ เนื่องด้วยความลื่นไหลในการใช้งาน การปรับปรุงโดยนักพัฒนาตลอดเวลา มีฟีเจอร์ใหม่ที่มีประโยชน์และทำให้การวาดรูปนั้นสนุกขึ้นเรื่อยๆ แต่แน่นอนว่าของดีก็มักจะต้องอุดหนุนกันหน่อย ซึ่ง Procreate ราคา 349 บาท (ครั้งเดียวจบ) ส่วนตัวคิดว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว หากคุณเป็นคนนึงที่ชอบวาดรูป และมี iPad อยู่แล้ว ก็ลองดาวน์โหลด Procreate มาติดเครื่องไว้ แล้วคุณจะติดใจ